การหลอกขายสินค้าผ่านสื่อออนไลน์ ในปัจจุบันนับเป็นปัญหาใหญ่ การรับรู้ถึงสภาพปัญหา และวิธีการรับมือ เกี่ยวกับการหลอกขายสินค้า ผ่านสื่อออนไลน์ จึงเป็นสิ่งสำคัญ สำหรับประชาชน โดยทั่วไปที่มักจะซื้อสินค้า ผ่านสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะการกระทำความผิด เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ในปัจจุบัน

ที่มีรูปแบบการกระทำความผิด ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ตามพัฒนาการ ทางเทคโนโลยี ที่มีความเปลี่ยนแปลง ไปอย่างรวดเร็ว อันเป็นเหตุผลสำคัญ ที่นำไปสู่การแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติว่าด้วย การกระทำความผิด เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2560 เป็นต้นมา หาที่มาของสินค้าปลอมแปลง

การแก้ไขสำคัญปรากฎ อยู่ในพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการกระทำความผิด เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 ในมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) ซึ่งบัญญัติว่า

“ผู้ใดกระทำความผิดโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมด หรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ

โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหาย แก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา ผู้นั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ”

“Whoever commits an offense dishonestly or by deception import into computer which computer data that is distorted or fake whether in whole or in part, or false computer data

in a manner that is likely to cause damage to the public which is not an offense of defamation under the Penal Code such person shall be liable to imprisonment for a term not exceeding five years or to a fine not exceeding one hundred thousand baht or to both.”

และถ้าการกระทำความผิดข้างต้น มิได้กระทำต่อประชาชน แต่เป็นการกระทำ ต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ผู้กระทำ ผู้เผยแพร่ หรือส่งต่อ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้เป็นความผิด อันยอมความได้ตามมาตรา 14 วรรคท้าย

จากบทบัญญัติดังกล่าว ข้างต้นจะเห็นได้ว่า การหลอกขายสินค้า ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ น่าจะเข้าข่าย เป็นการกระทำ ที่มีความผิดตามพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการกระทำความผิด เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 (พ.ศ. 2560 ฉบับแก้ไข) ตามมาตรา14 วรรคหนึ่ง (1) หรือ วรรคท้ายแล้วแต่กรณี

นอกจากผู้หลอกขายจะมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 (พ.ศ. 2560 ฉบับแก้ไข) ข้างต้นแล้ว ผู้หลอกขายยังมีความผิด ฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมาย อาญาตามมาตรา 341 ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้

โดยการทุจริต หลอกลวงผู้อื่น ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริง ซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้น ได้ไปซึ่งทรัพย์สิน จากผู้ถูกหลอกลวง หรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวง หรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ

หรือความผิด ฐานฉ้อโกงประชาชนมาตรา 343 ซึ่งเป็นความผิด อันยอมความไม่ได้ โดยกระทำความผิดฐานฉ้อโกง โดยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ต่อประชาชน หรือด้วยการปกปิดความจริง ซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน แล้วแต่กรณีอีกด้วย

ทั้งนี้ เพราะการหลอกหลวงขายสินค้า ทางสื่อสังคมออนไลน์นั้น แสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่า ผู้ขายมีเจตนา ที่จะไม่ส่งมอบสินค้านั้น ตั้งแต่แรก แต่ประกาศขายในสื่อออนไลน์ ให้คนเข้ามาซื้อ เพื่อประสงค์จะได้เงินของผู้สั่งซื้อ โดยไม่ส่งของให้ จึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง และหากกระทำโดยทั่วไป ทางสื่อสังคมออนไลน์ ก็จะเป็นความผิดฉ้อโกงประชาชนตามมาตรา 343 ซึ่งมีโทษหนักขึ้น

กรณีตัวอย่าง ของการหลอกขายสินค้า ผ่านสื่อออนไลน์ เช่น การหลอกขายเครื่องสำอาง กระเป๋า โทรศัพท์ อุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ หรือหนังสือ ฯลฯ เป็นต้น

ในกรณีที่เป็นการกระทำความผิด ฐานฉ้อโกง ซึ่งเป็นความผิด อันยอมความได้นั้น ผู้เสียหายต้องรีบดำเนินการร้องทุกข์ ต่อพนักงานสอบสวน หรือฟ้องคดีด้วยตนเอง ภายในเวลาสามเดือน นับตั้งแต่วันที่รู้เรื่องความผิด และรู้ตัวผู้กระทำความผิดด้วย มิฉะนั้น คดีจะขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96

เมื่อเกิดปัญหา การหลอกขายสินค้า ผ่านสื่อออนไลน์ขึ้น จะดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดอย่างไรนั้น ผู้เขียนมีข้อแนะนำ 3 ขั้นตอนการดำเนินคดีดังนี้

  1. ขั้นตอนการเก็บรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ เช่น หลักฐานการโฆษณาทางระบบคอมพิวเตอร์ หลักฐานการสนทนาหรือคุยผ่านแชทกับผู้หลอกลวงรวมถึงภาพหน้าจอการสนทนาดังกล่าว เลขบัญชีธนาคารที่โอนไป หลักฐานการโอนเงิน และพิมพืช์หลักฐานเหล่านั้นออกมาเก็บเอาไว้
  2. นำหลักฐานต่าง ๆ ไปแจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีต่อสถานีตำรวจท้องที่ที่เกิดเหตุและสามารถร้องทุกข์ไปยังกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ได้เช่นกัน ในขณะแจ้งความร้องทุกข์นั้น ผู้เสียหายอาจขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการอายัดบัญชีธนาคารของผู้หลอกลวงและนำใบแจ้งความพร้อมหลักฐานการโอนเงินไปยื่นต่อธนาคารเพื่อทำการอายัดบัญชีนั้น และ
  3. ให้ผู้เสียหายติดตามคดีอย่างต่อเนื่องและให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจขอให้ติดตามคดีจนกว่าจะสิ้นสุด

ส่วนวิธีการป้องกันการถูกหลอกขายสินค้าออนไลน์นั้น ผู้เขียนมีข้อแนะนำวิธีป้องกันโดนหลอกซื้อของออนไลน์ดังนี้

  • ขอรหัสประจำตัวประชาชน เพราะรหัสประจำตัวประชาชนเป็นหลักฐานยืนยันตัว บุคคลได้
  • ขอเลขที่บัญชีธนาคาร เพราะหมายเลขบัญชีธนาคารเป็นข้อมูลที่สำคัญในการทำธุรกรรมออนไลน์
  • ขอชื่อผู้ขายพร้อมชื่อเจ้าของบัญชีก่อนโอนเงิน และ
  • ระมัดระวังการร้องขอหรือการชำระเงินอย่างเร่งด่วน ผู้ซื้อควรตรวจสอบข้อมูลและรายละเอียดต่าง ๆ จนกว่าจะแน่ใจ อย่ารีบร้อนชำระเงินค่าสินค้าเป็นอันขาด

ท้ายที่สุดแล้ว ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อมูลข้างต้นจะเป็นประโยชน์ต่อบุคคลทั่วไปได้ไม่มากก็น้อย ทั้งนี้ ผู้ที่จะซื้อสินค้าทางสื่อออนไลน์พึงระวังการหลอกขายสินค้าทางสื่อออนไลน์ที่นับวันยิ่งมีวิธีการหลอกลวงที่ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ

และควรเก็บข้อมูลพยานหลักฐานทั้งหลายตามข้อแนะนำข้างต้นในการทำธุรกรรมซื้อขายสิ้นค้าออนไลน์ เผื่อว่าในกรณีที่มีปัญหาถูกหลอกขายสินค้าจะสามารถดำเนินการกับผู้กระทำความผิดได้ต่อไป.

งานนักสืบเพื่อประโยชน์ทาง ธุรกิจ

  • สืบหาบุคคลที่ กระทำความผิดในองค์กร เช่น ยักยอกทรัพย์ ฮั้วประมูล โกงจัดซื้อ
  • สืบข้อมูล ธุรกิจของคู่แข่ง ตรวจสอบที่มาของสินค้า ตรวจหามาตฐานในการผลิตสินค้า
  • สืบหามูลค่าทรัพย์สินของบุคคล หรือองค์กรเป้าหมาย เพื่อประโยชน์ในการติดตามหนี้สิน หรือปล่อยกู้
  • สืบประวัติ พนักงาน, ผู้บริหารระดับสูง, นักลงทุน ก่อนรับเข้าทำงาน หรือก่อนรับเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *